fbpx

รอยสิว

ปัญหาสิวนั้น เรียกได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของหลาย ๆ ท่านเลยก็ว่าได้ครับ นอกจากนี้พอสิวหายแล้ว ก็มักจะทิ้งรอยสิวเอาไว้ให้ดูต่างหน้าซะอย่างนั้น เรียกได้ว่าเป็นปัญหากวนใจไม่น้อยไปกว่าปัญหาสิวเลยทีเดียว The Skincare Handbook ตอนที่ 32 ผมจะมาพูดเกี่ยวกับ “รอยสิว” ครับ รายละเอียดเป็นอย่างไรบ้าง เชิญติดตามอ่านต่อใต้ภาพได้เลยครับ

ผมเชื่อว่าทุกท่าน ต้องเคยเป็นสิวกันอยู่แล้วแน่นอน ไม่มากก็น้อย แต่เคยสังเกตมั้ยครับว่า สิวแบบไหนที่มักจะทิ้งรอยสิวเอาไว้ และสิวแบบไหนที่จะไม่ทิ้งรอยสิว

คำตอบก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการ “อักเสบ” เกิดขึ้น ก็มักจะทำให้เกิด “รอย” ตามมาครับ นั่นหมายความว่า สิวอุดตัน ที่ไม่มีการอักเสบ บวม แดง มักจะไม่ทิ้งรอย แต่สิวที่มีการอักเสบ มีการบวม แดง ร้อน และอาจมีหนองหากมีการติดเชื้อร่วมด้วย รวมถึง สิวฮอร์โมน สิวหน้ากาก สิวหัวช้าง (Cystic acne) มักจะทิ้งรอย (รายละเอียดเรื่องสิว อ่านต่อได้ใน Handbook ตอนที่ 15 bit.ly/3abNZ6k และตอนที่ 16 bit.ly/3oQ2p00 เรื่อง สิว คลิกที่ลิ้งก์ได้เลยครับ) ส่วนรอยสิวที่เกิดขึ้นนั้น มีแบบไหนบ้าง อ่านต่อรูปถัดไปได้เลยครับ

เมื่อสิวอักเสบหายแล้ว  ก็มักจะทิ้งรอย ซึ่งมี 2 แบบคือ “รอยแดง” และ “รอยดำ” แล้วทั้ง 2 แบบต่างกันอย่างไร ?

แบบแรกก็คือ รอยแดงครับ รอยแดงจะเกิดตอนสิวอักเสบหายใหม่ ๆ เกิดจากหลอดเลือดขยายตัวเพื่อขนส่งสารที่มีชื่อว่า Reactive Oxygen Species (ROS) มาทำลายเชื้อสิว ซึ่งไม่ใช่แค่เชื้อสิวอย่างเดียวที่โดนทำลายไป แต่เนื้อเยื่อบางส่วนก็โดนทำลายไปด้วยเหมือนกัน ส่วนรอยดำนั้น เรามักจะเห็นมันก็ต่อเมื่อรอยแดงหายสนิทแล้ว ซึ่งผมจะขออธิบายเรื่องรอยแดงและรอยดำแบบละเอียด ในรูปถัดไปครับ

รอยแดง หรือ Post-inflammatory Erythema (PIE) เกิดจากกระบวนการอักเสบ ซึ่งเป็นกระบวนการป้องกันตัวเองชนิดหนึ่ง เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ เช่น เชื้อโรค เชื้อสิว สารก่อแพ้ เมื่อเชื้อสิวเข้ามาจู่โจมผิว จะเกิดการอักเสบ หลอดเลือดเกิดการขยายตัวเพื่อขนส่ง ROS มากำจัดเชื้อสิว แต่ ROS ทำลายเนื้อเยื่อบริเวณนั้นไปด้วย จึงเกิดความเสียหาย เป็นรอยแดง เปรียบได้กับสภาวะหลังสงครามเลยครับ ทหารรบกับศัตรู บ้านเรือน และต้นไม้แถวนั้นก็ถูกทำลายไปด้วย หลังสงครามจบ ทุกอย่างก็พังยับ มีซากทหารเกลื่อนเต็มสนามรบ ซึ่งก็คือร่องรอยจากการอักเสบนั่นเองครับ พอเวลาผ่านไป การอักเสบหมดลง หลอดเลือดก็กลับมาเป็นปกติ รอยที่เคยเห็นสีแดงนั้นก็จะหายไป เห็นเป็นรอยดำโผล่มาแทน แต่ !! ไม่ใช่ว่ารอยแดงนั้น พอนาน ๆ ไปจะเปลี่ยนสีเป็นสีดำนะครับ ที่จริงคือรอยดำมันเกิดมาตั้งแต่ตอนเป็นสิวอักเสบ พร้อม ๆ กับรอยแดงนั่นแหละ แต่พอสีแดงหายไป เลยเหลือแต่สีดำให้เห็นครับ รายละเอียดเรื่องรอยดำ อ่านต่อรูปถัดไปได้เลยครับ

รอยดำ หรือ Post-inflammatory Hyperpigmentation (PIH) เกิดขึ้นเมื่อเชื้อสิวถูกทำลายหมด หลอดเลือดหดตัว กลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่ ROS ที่ทำลายเชื้อสิวยังอยู่ เซลล์ที่ผลิตเม็ดสี (Melanocyte) จึงสร้างเม็ดสี Melanin มาดูดซับ ROS ไม่ให้ทำลายเนื้อเยื่อมากไปกว่านี้ ผลที่ตามมาก็คือ เม็ดสี Melanin ที่มากไป จะทำให้เกิดเป็นรอยดำนั่นเองครับ (รายละเอียดเพิ่มเติม อ่านต่อได้ใน Handbook ตอนที่ 3 Melanocyte หรือคลิก bit.ly/2JWEYDG ครับ) ที่จริงรอยดำนี้ มีอยู่ตั้งแต่ตอนเป็นสิวแล้ว แต่พอสิวหาย รอยแดงหาย รอยดำก็เลยปรากฏขึ้นมาให้เห็นครับ

นานแค่ไหนรอยสิวถึงจะหาย ? และบริเวณไหนเป็นแล้วรอยหายช้าสุด ? ปกติรอยสิวสามารถหายเองได้ครับ เฉลี่ยใช้เวลา 6 เดือน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลัดเซลล์ผิว เพื่อผลัดเม็ดสีทิ้งของแต่ละคนครับ

และถ้าสังเกตดี ๆ บริเวณ U-zone (แก้ม, กรอบหน้า) เป็นแล้วมักจะหายช้า ทุกท่านคิดว่าทำไมครับ ?

คำตอบก็คือ บริเวณ U-zone นั้น มีไขมันน้อย ผิวมักแห้ง รอยสิวจึงมักหายช้าครับ โดยปกติแล้ว กระบวนการผลัดเซลล์ผิวของคนเรา จะต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าเอนไซม์ในการทำงาน เหมือนกับโรงงานที่ต้องมีพนักงานเดินเครื่องจักรครับ ถ้าผิวแห้ง ก็เปรียบเสมือนกับการที่พนักงานไม่ได้ดื่มน้ำ ก็จะไม่มีแรงทำงาน เอนไซม์ก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าผิวไม่ชุ่มชื้น ไม่มีน้ำ เอนไซม์ก็จะทำงานไม่ได้ เซลล์ผิวก็จะผลัดตัวได้ไม่ดี รอยสิวก็จะหายช้า ดังนั้น เราควรให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวที่มากเพียงพอ เมื่อผิวชุ่มชื้น เอนไซม์ก็จะสามารถทำงานได้ดี ผิวก็จะผลัดเซลล์ดี รอยดำก็จะหลุดเร็ว (รายละเอียดเพิ่มเติม : รู้หรือไม่ ? ผิวยิ่งแห้ง เซลล์ผิวเก่ายิ่งผลัดตัวไม่ดี หรือคลิก bit.ly/3843r1H ได้เลยครับ)

นอกจากรอยที่เป็นสีแดงและแล้ว ก็ยังมีรอยที่เป็นรอยนูนและรอยบุ๋มด้วย แล้ว “รอยแดงรอยดำ” กับ “รอยนูนรอยบุ๋ม” ต่างกันอย่างไร ?

คำตอบก็คือ “รอยแดงและรอยดำ” เกิดขึ้นที่ “ผิวหนังชั้นนอก” เท่านั้นครับ แต่ “รอยนูนและรอยบุ๋ม” เกิดจาก “ผิวหนังชั้นหนังแท้” ที่อยู่ลึกลงไปได้รับความเสียหาย แล้วซ่อมแซมตัวเองกลับมาได้ไม่ดี

แล้ว “รอยนูน” กับ “รอยบุ๋ม” แตกต่างกันอย่างไร ?

“รอยบุ๋ม” นั้น เกิดจากชั้นหนังแท้ ผลิตคอลลาเจนออกมาซ่อมแซมเนื้อเยื่อ “ไม่พอ” เลยเกิด “รอยบุ๋ม”

ส่วน “รอยนูน” เกิดจากชั้นหนังแท้ผลิตคอลลาเจนออกมาซ่อมแซมเนื้อเยื่อ “มากเกินไป” เลยเกิด “รอยนูน” นั่นเองครับ

ทีนี้มาถึงสิ่งที่ทุก ๆ ท่านอยากทราบนั่นก็คือ ถ้าไม่อยากเป็นรอยสิว ทำยังไงดี ?

ถ้าเราไม่อยากเป็นรอยสิว ผมขอแนะนำดังนี้ครับ

1. ป้องกันการเกิดสิว (เพราะถ้าไม่เกิดสิว ก็ไม่มีรอยครับ)

1.1 โดยการล้างหน้าให้ถูกวิธี หากแต่งหน้าหรือใช้กันแดดแบบกันน้ำ ควรเลือกใช้ Make-up remover ให้เหมาะสมกับระดับความสกปรก แล้วตามด้วย Face wash เสมอ

1.2 บำรุงผิวด้วยสกินแคร์ ให้มีสมดุลน้ำ น้ำมันภายนอกและภายในที่เหมาะสม สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดสิวได้ครับ

2. แต่ !! ถ้ามีรอยสิวแล้ว ก็บำรุงให้ผิวชุ่มชื้น มีสมดุลน้ำและน้ำมันดีครับ เซลล์ผิวก็จะผลัดตัวดี รอยแดง รอยดำจากสิวก็จะจางเร็วครับ

ส่วนถ้าไม่อยากเป็นรอยนูน รอยบุ๋ม ต้องทำยังไง ?

1. พยายามอย่าให้เกิดสิวอักเสบครับ เพราะรอยนูนและรอยบุ๋มนั้นสกินแคร์ช่วยได้น้อย “การป้องกันจึงสำคัญที่สุด”

2. “ไม่บีบ หรือแกะสิวเองโดยเด็ดขาด !!” เพราะการบีบแกะจะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย และเกิดรอยบุ๋มครับ

3. ถ้าเป็น “รอยบุ๋มใหม่ ๆ” ยังมีรอยแดงอยู่ หลอดเลือดยังขยายตัวและยังสามารถรับสารอาหารได้อยู่ Niacinamide อาจช่วยได้ เพราะสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ได้ครับ (รายละเอียดอ่านต่อได้ที่ The Skincare Handbook ตอนที่ 5 คุณรู้จัก Niacinamide ดีแล้วหรือยัง ? หรือคลิก bit.ly/3gOZXUX ได้เลยครับ)

กล่าวโดยสรุปคือ การบำรุงผิวให้มีสมดุลน้ำ น้ำมันภายนอกและน้ำมันภายในที่เหมาะสม สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดสิวได้ครับ แต่ถ้ามีรอยสิวแล้ว การบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น มีสมดุลน้ำ-น้ำมันดีนั้น จะทำให้เซลล์ผิวผลัดตัวดี รอยแดงและรอยดำก็จะหลุดเร็วครับ

เพราะเราคือ #YourSkinGuardian เราเป็นเสมือนผู้ดูแลปกป้องผิวของทุก ๆ ท่าน ผ่านการให้ความรู้และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับผิวและสกินแคร์ที่ถูกต้อง และส่งมอบผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ดีมีคุณภาพ

AMT Skincare เราเชื่อว่าความรู้เรื่องผิวและสกินแคร์ที่ถูกต้อง ประกอบกับผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ จะช่วยให้คุณบรรลุจุดมุ่งหมายในการดูแลผิวที่คุณหวังไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน หากท่านใดต้องการคำแนะนำหรือต้องการปรึกษา สามารถทักเราเข้ามาได้เลยครับ ผมและทีมงานยินดีให้คำปรึกษา และขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านมากครับที่ติดตามอ่านจนจบ บทความต่อไปจะเป็นเรื่องอะไร ฝากติดตามกันด้วยนะครับ

#Skincare #สกินแคร์ #AMTSkincare #AMTfamily #AMTHandbook #YourSkinGuardian

————————————————

📍กด ‘See First’ จะได้ไม่พลาดคอนเทนต์จากผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Skincare นะครับ

.

ติดตามเราได้ที่

Line: https://bit.ly/3av6XCr

FB: https://bit.ly/39mfJ48

IG: https://bit.ly/33QW3nY

Twitter: https://bit.ly/2JkFJCo

Youtube: https://bit.ly/3acjhKt

รู้หรือไม่ ? Golden Time ในการทาสกินแคร์คือหลังล้างหน้า และซับให้แห้ง

การทาสกินแคร์เพื่อให้สารสำคัญซึมสู่ผิวชั้นลึกได้ดีนั้น เราควรทาหลังจากล้างหน้าเสร็จใหม่ ๆ ครับ เพราะช่วงเวลานั้น ชั้นผิวจะเต็มไปด้วยน้ำที่แทรกตัวอยู่ ชั้นผิวจะหลวมขึ้น ทำให้สารสำคัญในสกินแคร์ต่าง ๆ ที่เราทาไปนั้น ซึมได้ดีขึ้นครับ เรียกได้ว่าเป็น Golden Time ในการนำพาสารสำคัญเข้าสู่ผิวเลยทีเดียวครับแต่ ๆ ๆ !! อย่าทาสกินแคร์ตอนที่หน้ายังเปียก ๆ อยู่นะครับ เพราะน้ำที่เปียกอยู่นั้นจะไปเจือจางสารสำคัญในสกินแคร์ ทำให้ความเข้มข้นหรือ %สารลดลง ซึ่งจาก The Skincare Handbook ตอนที่ 30 วิทยาศาสตร์ของการนำส่งสารสำคัญสู่ผิว (ตอนแรก) (รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://bit.ly/3zkGUud) เราเรียนกันไปแล้วว่า การซึมของสารขึ้นอยู่กับความเข้มข้นด้วย ยิ่งความเข้มข้นมาก ก็ยิ่งซึมดีนั่นเองครับ กล่าวโดยสรุปอีกครั้งก็คือ เพื่อที่จะให้สารสำคัญซึมสู่ผิวได้ดีที่สุดนั้น จังหวะที่เราควรทาสกินแคร์ ก็คือ หลังล้างหน้าทันที แต่ต้องซับให้แห้งก่อนนั่นเองครับ

#AMTSkincare #DidYouKnow #AMTfamily #YourSkinGuardian #Skincare #สกินแคร์

ติดตามเราได้ที่

LINE: https://bit.ly/3av6XCr

FB: https://bit.ly/39mfJ48

IG: https://bit.ly/33QW3nY

Twitter: https://bit.ly/2JkFJCo

Youtube: https://bit.ly/3acjhKt

วิทยาศาสตร์ของการนำส่งสารสำคัญสู่ผิว (ตอนจบ)

The Skincare Handbook ตอนที่ 31 วิทยาศาสตร์ของการนำส่งสารสู่ผิว (ตอนจบ) ในตอนนี้ผมจะมาพูดต่อว่า ทำอย่างไร ถึงจะสามารถเพิ่มการซึมของสารเข้าสู่ผิวให้ไปออกฤทธิ์ได้ ติดตามอ่านใต้รูปได้เลยครับ

ก่อนที่จะเริ่ม ผมขอทบทวนเรื่องคราวที่แล้วนิดนึงครับ

ยังจำกันได้มั้ยครับว่า การซึมของสารนั้น ขึ้นอยู่กับ 4 ข้อ ได้แก่

  1. %สาร – ยิ่งเพิ่มความเข้มข้นมาก สารก็ยิ่งซึมดี
  2. นิสัยของสาร – สารที่ชอบน้ำมันจะซึมดีกว่าสารที่ชอบน้ำ เพราะผิวของเราก็เป็นไขมันเหมือนกัน และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ สารที่ตัวเล็ก ๆ ก็จะซึมดีกว่าสารตัวใหญ่ ๆ
  3. โครงสร้างผิว – ผิวที่มีการจัดเรียงตัวหลวม ๆ สารจะซึมได้ดีกว่า เพราะสารจะแทรกผ่านช่องที่หลวมของผิวนั้นได้
  4. ความหนาของผิว – ผิวบาง ๆ สารจะซึมได้ดีกว่า

การเพิ่มความเข้มข้นนั้น เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถเพิ่มการซึมผ่านได้ก็จริง แต่ทุกอย่างมีข้อดี ก็ต้องมีข้อเสียครับ การเพิ่มความเข้มข้นจนมากเกินไป อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ระคายเคืองผิวได้ครับ

นอกจากเทคนิคที่ 1 ซึ่งคือการเพิ่มความเข้มข้นของสารแล้ว ยังมีเทคนิคที่ 2 คือ การเปลี่ยนโครงสร้างผิว ให้มีความแน่นของผิวเปลี่ยนแปลงไป แต่ !!! อย่าตกใจไปนะครับ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิวเหล่านี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรครับ  โดยเราจะใช้สารที่จะไปทำให้ชั้นไขมันระหว่างผิวเรียงตัวกันหลวมขึ้น ซึ่งพอชั้นไขมันระหว่างผิวนี้หลวมขึ้น สารสำคัญก็จะซึมผ่านได้ดีขึ้นนั่นเองครับ เราเรียกสารเหล่านี้ว่า Penetration Enhancer ครับ

1. รูปซ้ายมือ จะเห็นได้ว่าพอเราให้ Penetration Enhancer (จุดสีเขียว ๆ ในรูป) เข้าไป มันจะไปช่วยแทรกและทำให้ชั้นไขมันระหว่างผิวเรียงตัวกันหลวมขึ้น ทำให้ความแน่นของผิวลดลงแบบชั่วคราว และในจังหวะนั้นสารสำคัญที่ปกติซึมยาก เช่น Niacinamide ก็จะซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้นนั่นเองครับ

2. รูปขวามือ เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิวโดยการใช้ Lecithin ซึ่ง AMT Skincare เรามีความเชี่ยวชาญมากครับ Lecithin นั้นที่จริงก็จัดเป็น Penetration Enhancer ชนิดหนึ่งเหมือนกันครับ แต่มีคุณสมบัติพิเศษมากกว่า Penetration Enhancer ธรรมดา นั่นก็คือ ช่วยซ่อมแซม Skin Barrier ได้ด้วย โดยการเข้าไปอุดรอยรั่วต่าง ๆ ป้องกันไม่ให้ผิวสูญเสียน้ำและไขมัน ซึ่งการอุดรอยรั่วนี้ จะไม่ทำให้ Skin Barrier แข็งทึบเกินไป เราเรียกโครงสร้างผิวแบบนี้ว่าเป็นโครงสร้างแบบ Tight but Permeable ครับ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ผมแนะนำให้ใช้ AMT Liposome Serum ซึ่งมี Lecithin ผสมอยู่ ในลำดับแรกของการดูแลผิว เพราะจะช่วยทำให้สารสำคัญในสกินแคร์ในลำดับถัดไปซึมดีขึ้นนั่นเองครับ

เทคนิคต่อไปคือ เทคนิคที่ 3 นั่นก็คือ การเปลี่ยนนิสัยของสารครับ ซึ่งเราจะแบ่งย่อยได้เป็น 2 กรณี คือ 1.

กรณีสารสำคัญที่ชอบน้ำ และ 2. กรณีสารสำคัญที่ชอบไขมัน

1. กรณีสารสำคัญที่ชอบน้ำ – สารเหล่านี้โดยนิสัยของมันแล้ว จะซึมผ่านผิวได้ยาก เนื่องจากผิวมีความเป็นไขมันดังนั้น เราต้องคิดว่าแล้วเราจะทำอย่างไรให้สารที่ชอบน้ำซึมได้ดีขึ้นล่ะ? คำตอบก็คือ เราต้องดัดแปลงให้มันชอบไขมันได้มากขึ้นนั่นเอง ยกตัวอย่าง เช่น Niacinamide สารตัวนี้เป็นสารที่ชอบน้ำมาก ๆ ก็เลยซึมได้ไม่ดีเลย AMT เราก็เลยดัดแปลงให้ Niacinamide ชอบไขมันได้มากขึ้น โดยการหุ้มด้วยสารที่ชื่อว่า Lecithin ได้เป็นกระเปราะที่เรียกว่า  Liposomal Niacinamide กระเปราะที่ว่านี้มีอยู่ใน AMT Liposome Serum ช่วยทำให้การซึมผ่านของ Niacinamide ดีขึ้น และไปถึงจุดออกฤทธิ์ได้ ส่งผลให้ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำแลดูจางลงอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองครับ

2. กรณีสารสำคัญที่ชอบไขมัน – สารที่ชอบไขมันนั้นมีแนวโน้มที่จะซึมได้ดีอยู่แล้ว เนื่องจากผิวของเราก็เป็นไขมันเหมือนกัน แต่ AMT เราช่วยให้สารซึมได้ดีขึ้นโดย 2 วิธี วิธีแรกคือ การทำให้หยดน้ำมันมีขนาดเล็กลง ในระดับไมครอน (1 ไมครอน มีขนาดเท่ากับ 1 ในหมื่นเซนติเมตร) ส่วนวิธีที่ 2 คือ การใช้ Phosphatidylcholine (PC) เป็นตัวพาน้ำมันเข้าสู่ผิว ซึ่ง PC นี้เป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในผิวของเราอยู่แล้ว ผิวจึงไม่ต่อต้านการซึมผ่าน เราเรียกการนำส่งแบบนี้ว่า แบบ Biocompatible ครับ

นอกจากนี้ ก็ยังมีเทคนิคอื่น ๆ ที่ช่วยให้สารสำคัญซึมดี โดยเทคนิคที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อจากนี้ ทุก ๆ ท่านสามารถทำตามได้เลยกับสกินแคร์ที่ใช้อยู่ครับ

1. การสร้างชั้นปิดฝาผิว ซึ่งอาจจะเป็นการทาด้วย Night Cream, กันแดด หรือการใช้ฝ่ามืออังเอาไว้ (เทคนิคการทำ Hand Press) ก็ได้ครับ การทำแบบนี้จะช่วยล็อคและกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผิว ส่งผลให้สารสำคัญซึมดียิ่งขึ้นครับ

2. ทุก ๆ ท่านทาสกินแคร์ตอนไหนกันบ้างครับ???  บางท่านอาจจะทาหลังล้างหน้าทันที  แต่บางท่านก็อาจจะทิ้งไว้สักพักแล้วค่อยทา 

ที่จริงแล้ว ถ้าเราต้องการทาสกินแคร์เพื่อให้สารสำคัญซึมสู่ผิวชั้นลึกได้ดีนั้น เราควรทาหลังจากล้างหน้าเสร็จใหม่ ๆ ครับ  เพราะช่วงเวลานั้น ชั้นผิวจะเต็มไปด้วยน้ำที่แทรกตัวอยู่ ชั้นผิวจะหลวมขึ้น ทำให้สารสำคัญในสกินแคร์ต่าง ๆ ที่เราทาไปนั้น ซึมได้ดีขึ้นครับ เรียกได้ว่าเป็น Golden Time ในการนำพาสารสำคัญเข้าสู่ผิวเลยทีเดียวครับ

แต่ ๆ ๆ !! อย่าทาสกินแคร์ตอนหน้าเปียก ๆ อยู่นะครับ เพราะน้ำที่เปียกอยู่นั้นจะไปเจือจางสารสำคัญในสกินแคร์ ทำให้ความเข้มข้นหรือ %สารลดลง ซึ่งเราเรียนกันไปแล้วว่า การซึมของสารขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ยิ่งความเข้มข้นมากยิ่งซึมดี นั่นเองครับ

          กล่าวโดยสรุปอีกครั้งก็คือ เพื่อที่จะให้สารสำคัญซึมสู่ผิวได้ดีที่สุดนั้น จังหวะที่เราควรทาสกินแคร์ ก็คือ หลังล้างหน้าทันที แต่ต้องซับให้แห้งก่อนนั่นเองครับ

สุดท้าย ผมขอพูดเรื่อง #YourSkinGuardian นิดนึงครับ วันก่อนผมคุยกับน้อง ๆ ในทีมว่า AMT Skincare ควรมีจุดยืนอย่างไร เราสรุปกันมาได้ว่า AMT Skincare เราจะเป็นเสมือน ผู้ดูแลปกป้องผิวของทุก ๆ ท่าน ผ่านการให้ความรู้และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับผิวและสกินแคร์ที่ถูกต้อง และผ่านการส่งมอบผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ดีมีคุณภาพ เพราะเราเชื่อว่าความรู้เรื่องผิวและสกินแคร์ที่ถูกต้อง ประกอบกับผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ จะช่วยให้ทุก ๆ ท่านบรรลุจุดมุ่งหมายในการดูแลผิวที่หวังไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนครับ

#AMTSkincare #AMTHandbook #AMTfamily #YourSkinGuardian #Skincare #สกินแคร์

—-
ติดตามเราได้ที่
Website: https://www.amtskincare.com/
Line: https://bit.ly/3av6XCr
FB: https://bit.ly/39mfJ48
IG: https://bit.ly/33QW3nY
Twitter: https://bit.ly/2JkFJCo

ผิวสุขภาพดีต้องเป็นอย่างไร ?

ผิวสุขภาพดี คือ ผิวที่มี Skin barrier ที่แข็งแรง สามารถรักษาสมดุลของน้ำและไขมันไว้ในผิวไว้อย่างพอเหมาะพอดี ผิวนุ่มชุ่มชื้น ดูเปล่งประกาย สดใสราวกับลูกโป่งที่เต้งน้ำอยู่เสมอ นอกจากนี้เศษผิวเก่าต้องผลัดตัวออกไปอย่างสมบูรณ์ รูขุมขนสะอาด แลดูเล็ก ผิวเรียบเนียน เกิดสิวได้ยาก 💙