fbpx

วันสุดท้าย!! 💥ซื้อ 1 ฟรี 5💥

วันสุดท้าย!! 💥ซื้อ 1 ฟรี 5💥

📅ถึง 22 พ.ค. 65

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ AMT Skincare ขนาดจริงรายการใดก็ได้
รับฟรี❗AMT Essential Box ภายในประกอบด้วย…

  1. AMT Liposome serum ขนาด 10 mL
  2. AMT Light Emulsion ขนาด 10 mL
  3. AMT Rich Emulsion ขนาด 10 mL
  4. AMT Essence Mist ขนาด 10 mL
  5. AMT Night Cream ขนาด 5 g

🛒ช้อปเลย คลิก bit.ly/AMTxLINEShopping
เฉพาะช่องทาง Line Official และ Line Shopping เท่านั้น!

เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิพิเศษดี ๆ มากมายจาก AMT✨ร่วมเป็นสมาชิกครอบครัว AMT Family ก่อนสั่งซื้อสินค้า เพื่อรับคะแนนสะสมได้ทุกช่องทางการสั่งซื้อสมัครสมาชิก คลิก bit.ly/AMTFamily

*สินค้ามีจำนวนจำกัด, เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
#AMTSkincare #AMTfamily #YourSkinGuardian #Skincare #สกินแคร์ #ผิวสุขภาพดี
————————————————
📍 กด ‘See First’ เพื่อให้ไม่พลาดคอนเทนต์ดีดีจากผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Skincare

ติดตามและเป็นกำลังใจให้พวกเราได้ที่
https://linktr.ee/AMTSkincare

AMT Essential Bag เพียง 990.- พร้อมรับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 990.-* ฟรี❗

พิเศษ! เฉพาะช่องทาง LINE Official & LINE Shopping เท่านั้น❗

เปลี่ยนผิวอ่อนแอให้สวยสุขภาพดีด้วย✨ 𝐀𝐌𝐓 𝐄𝐬𝐬𝐞𝐧𝐭𝐢𝐚𝐥 𝐁𝐚𝐠

💥เพียง 𝟗𝟗𝟎.- (จากปกติ 1,890.-)
พร้อมรับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 990.-* ฟรีทันที!

เมื่อช้อปผ่าน LINE Shopping ลดเพิ่ม เพียงใส่โค้ด…
💚LSPACK150 ลดเพิ่ม 150.-
💚LSPACK80 ลดเพิ่ม 80.-
💚LSPACK30 ลดเพิ่ม 30.-

🛒ช้อปเลย คลิก https://shop.line.me/@amtskincare

⏰วันนี้ – 31 พ.ค. 65 เท่านั้น!

𝐀𝐌𝐓 𝐒𝐤𝐢𝐧𝐜𝐚𝐫𝐞 𝐑𝐨𝐮𝐭𝐢𝐧𝐞 𝐄𝐬𝐬𝐞𝐧𝐭𝐢𝐚𝐥 𝐁𝐚𝐠 กระเป๋าสกินแคร์ใบเดียวจบ!
“ครบทุก 4 ขั้นตอน” ของการบำรุงผิวให้มีพื้นฐานผิวที่แข็งแรง สวยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน✨
ภายในประกอบด้วย…
🤎STEP 1: AMT Liposome Serum ขนาด 10 mL
ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว พร้อม Boost สกินแคร์ในลำดับถัดไปให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น
🤎STEP 2: AMT Emulsion ขนาดขวดละ 10 mL
สร้างสมดุลน้ำมันภายในและภายนอกผิว
ประกอบด้วย 2 สูตร
– สูตร Light: สำหรับผิวธรรมดา – ผิวผสม – ผิวมัน
– สูตร Rich: สำหรับผิวแห้ง – Inner dry
📃ทำแบบประเมินสภาพผิว เพื่อเลือกสูตร Emulsion ที่เหมาะกับผิวของท่าน
คลิก https://bit.ly/3LOvLHB
🤎STEP 3: AMT Deep Essence Mist ขนาด 10 mL
ฟื้นบำรุงผิวด้วยสารอาหารกลุ่มโปรตีน ช่วยให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
🤎STEP 4: AMT Night Cream ขนาด 5 g
ลดเลือนริ้วรอย พร้อมล็อกความชุ่มชื้นและการบำรุงไว้ตลอดคืน
📍เงื่อนไขคูปอง
– สมัครสมาชิก AMT Family ก่อนสั่งซื้อสินค้า (สมัครสมาชิกคลิก bit.ly/AMTFamily) เพื่อรับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 990.-
– หลังสั่งซื้อภายใน 72 ชม. จะได้รับ SMS ยืนยันการได้รับคูปองแทนเงินสด
– คูปองส่วนลดนี้ ใช้เป็นส่วนลดสำหรับซื้อสินค้าราคาปกติผ่านทาง LINE Official เท่านั้น และไม่ร่วมกับโปรโมชั่นอื่น ๆ
– คูปอง 1 ใบ ใช้เป็นส่วนลดสำหรับสินค้าราคาปกติ 1 รายการ
– คูปองหมดอายุวันที่ 31 ธ.ค. 65
*สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก AMT Family เท่านั้น, สินค้ามีจำนวนจำกัด, เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
#AMTSkincare #AMTfamily #YourSkinGuardian #Skincare #สกินแคร์ #ผิวสุขภาพดี
————————————————
📍 กด ‘See First’ เพื่อให้ไม่พลาดคอนเทนต์ดีดีจากผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Skincare
.
ติดตามและเป็นกำลังใจให้พวกเราได้ที่
https://linktr.ee/AMTSkincare

AMT Essential Bag เพียง 990.- พร้อมรับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 990.-* ฟรี❗

พิเศษ! เฉพาะช่องทาง LINE Official & LINE Shopping เท่านั้น❗

ปรับพื้นฐานผิวให้สวยสุขภาพดีด้วย 𝐀𝐌𝐓 𝐒𝐤𝐢𝐧𝐜𝐚𝐫𝐞 𝐑𝐨𝐮𝐭𝐢𝐧𝐞 𝐄𝐬𝐬𝐞𝐧𝐭𝐢𝐚𝐥 𝐁𝐚𝐠
เพียง 𝟗𝟗𝟎.- (จากปกติ 1,890.-)
พร้อมรับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 990.-* ฟรี!
🛒ช้อปเลย คลิก >> https://shop.line.me/@amtskincare

⏰วันนี้ – 31 พ.ค. 65 เท่านั้น!

𝐀𝐌𝐓 𝐒𝐤𝐢𝐧𝐜𝐚𝐫𝐞 𝐑𝐨𝐮𝐭𝐢𝐧𝐞 𝐄𝐬𝐬𝐞𝐧𝐭𝐢𝐚𝐥 𝐁𝐚𝐠 กระเป๋าสกินแคร์ใบเดียวจบ!
“ครบทุก 4 ขั้นตอน” ของการบำรุงผิวให้มีพื้นฐานผิวที่แข็งแรง สวยสุขภาพดีอย่างยั่งยืน✨
ภายในประกอบด้วย…
🤎STEP 1: AMT Liposome Serum ขนาด 10 mL
ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว พร้อม Boost สกินแคร์ในลำดับถัดไปให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น
🤎STEP 2: AMT Emulsion ขนาดขวดละ 10 mL
สร้างสมดุลน้ำมันภายในและภายนอกผิว
ประกอบด้วย 2 สูตร
– สูตร Light: สำหรับผิวธรรมดา – ผิวผสม – ผิวมัน
– สูตร Rich: สำหรับผิวแห้ง – Inner dry
📃ทำแบบประเมินสภาพผิว เพื่อเลือกสูตร Emulsion ที่เหมาะกับผิวของท่าน
คลิก https://bit.ly/3LOvLHB
🤎STEP 3: AMT Deep Essence Mist ขนาด 10 mL
ฟื้นบำรุงผิวด้วยสารอาหารกลุ่มโปรตีน ช่วยให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
🤎STEP 4: AMT Night Cream ขนาด 5 g
ลดเลือนริ้วรอย พร้อมล็อกความชุ่มชื้นและการบำรุงไว้ตลอดคืน
สั่งซื้อสินค้าภายใน 31 พ.ค. นี้
📢พิเศษเพียง 990.- (จากปกติ 1,890.-)
พร้อมรับคูปองแทนเงินสด มูลค่า 990.-* ฟรีทันที!
เพื่อใช้เป็นส่วนลดสำหรับสินค้าราคาปกติในครั้งถัดไป
#เฉพาะสมาชิกAMTFamilyเท่านั้น! สมัครสมาชิกคลิก bit.ly/AMTFamily

🛒ช้อปเลย คลิก >> https://shop.line.me/@amtskincare
🛒ช้อปผ่านช่องทางอื่น ๆ ได้ที่ https://linktr.ee/AMTSkincare
เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิพิเศษดี ๆ มากมายจาก AMT
ร่วมเป็นสมาชิกครอบครัว AMT Family🏠 ก่อนสั่งซื้อสินค้า เพื่อรับคะแนนสะสมได้ทุกช่องทางการสั่งซื้อ
สมัครสมาชิกคลิก bit.ly/AMTFamily
📍เงื่อนไขคูปอง
– สมัครสมาชิก AMT Family ก่อนสั่งซื้อ AMT Skincare Routine Essential Bag เพื่อรับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 990.-
– หลังสั่งซื้อภายใน 72 ชม. จะได้รับ SMS ยืนยันการได้รับคูปองแทนเงินสด
– คูปองส่วนลดนี้ ใช้เป็นส่วนลดสำหรับซื้อสินค้าราคาปกติเท่านั้น และไม่ร่วมกับโปรโมชั่นอื่น ๆ
– คูปอง 1 ใบ ใช้เป็นส่วนลดสำหรับสินค้าราคาปกติ 1 รายการ
– คูปองหมดอายุวันที่ 31 ธ.ค. 65
*สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก AMT Family เท่านั้น, สินค้ามีจำนวนจำกัด, เงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
#AMTSkincare #AMTfamily #YourSkinGuardian #Skincare #สกินแคร์ #ผิวสุขภาพดี
————————————————
📍 กด ‘See First’ เพื่อให้ไม่พลาดคอนเทนต์ดีดีจากผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Skincare
.
ติดตามและเป็นกำลังใจให้พวกเราได้ที่
https://linktr.ee/AMTSkincare

AMT Anti-aging & Moisturizing UV Defensive Skincare Broad Spectrum SPF 30 PA++++

Summary

  1. ใช้เป็นขั้นตอนที่ 4 ในตอนเช้า ต่อจาก AMT Essence Mist
  2. จุดประสงค์เพื่อปกป้องผิวให้ปลอดภัยจากรังสี UV ค่าการปกป้อง Broad Spectrum SPF 30 PA++++ ประสิทธิภาพสูง ผสานสารกันแดด 4 ชนิดช่วยเสริมฤทธิ์กัน มีความปลอดภัย เหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ต้นเหตุของสัญญาณความชราของผิว และปิดฝาผิวในตอนกลางวัน ทำให้ผิวชุ่มชื้น ไม่เหนียวเหนอะหนะ
  3. ส่วนประกอบสำคัญหลัก มี 3 ตัว คือ
    3.1) Astaxanthin – Antioxidant ประสิทธิภาพสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระในผิว และปกป้องสารกันแดดในผลิตภัณฑ์ไม่ให้ถูกทำลาย
    3.2) วิตามิน C รูปแบบ Ascorbyl tetraisopalmitate – นอกจากจะเป็น Antioxidant แล้ว ยังช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ต้นตอของฝ้าแดด
    3.3) AMT Innovative Glowing Powder – Powder รูปทรงเลนส์นูน ช่วยกระเจิงแสง ทำให้ผิวดูนวล สวย สว่าง ได้ลุคโปร่ง เป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และคุณสมบัติของ Powder ที่มีรูพรุนปานกลาง ช่วยดูดซับเฉพาะความมันส่วนเกินบนใบหน้า จึงไม่ทำให้ผิวดู Matte เกินไป และยังได้ลุค Glow เป็นธรรมชาติอยู่

📌จุดเด่นข้อที่ 1
สกินแคร์กันแดด Anti-aging ผสานสาร Antioxidant ประสิทธิภาพสูง 2 ชนิด ได้แก่ Astaxanthin และวิตามิน C รูปแบบ Ascorbyl tetraisopalmitate ช่วยต้านอนุมูลอิสระในผิว ไม่ให้ไปทำลายเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสติน จึงช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยได้ นอกจากนี้ ยังช่วยปกป้องสารกันแดดในผลิตภัณฑ์ ไม่ให้ถูกทำลายก่อนที่จะทาออกแดดอีกด้วย

📌จุดเด่นข้อที่ 2
วิตามิน C รูปแบบ Ascorbyl tetraisopalmitate ชนิดละลายได้ดีในน้ำมัน ยังสามารถช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ต้อตอของฝ้าแดดได้อีกด้วย

📌จุดเด่นข้อที่ 3
มี AMT Innovative Glowing Powder ซึ่งเป็น Powder รูปทรงเลนส์นูน ทำให้มีจุดเกาะผิวมาก เกาะติดผิวได้ดีและช่วยกระเจิงแสง ทำให้ผิวดูนวล สวย ได้ลุคสว่าง โปร่ง เป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน

📌 จุดเด่นข้อที่ 4
มี AMT Innovative Glowing Powder ที่มีรูพรุนปานกลาง ช่วยควบคุมความมัน โดยดูดซับเฉพาะความมันส่วนเกิน จึงไม่ทำให้ผิวดู Matte เกินไป และยังได้ลุค Glow เป็นธรรมชาติอยู่

📷 เปรียบเทียบภาพ ก่อนทา VS ทา Powder ทรงกลม VS ทา Powder ทรงเลนส์นูน


🔴 ก่อนทา : เห็นรอยแดง รูขุมขน และความขรุขระของผิวชัดเจน ความเรียบเนียนในแง่รูขุมขนอยู่ที่ 34/100 คะแนน ส่วนความเรียบเนียนในแง่ความขรุขระของผิวอยู่ที่ 87/100 คะแนน

🟡 ทา Powder ทรงกลม : ปกปิดรอยแดง รูขุมขน และความขรุขระของผิวได้ดี ความเรียบเนียนในแง่รูขุมขนอยู่ที่ 97/100 คะแนน ส่วนความเรียบเนียนในแง่ความขรุขระของผิวอยู่ที่ 94/100 คะแนน แต่ ลุคที่ได้จะดูหนา ทึบ ไม่เป็นธรรมชาติ

🟢 ทา Powder ทรงเลนส์นูน : ปกปิดรอยแดง รูขุมขน และความขรุขระของผิวได้ดีพอ ๆ กับ Powder ทรงกลม ความเรียบเนียนในแง่รูขุมขนอยู่ที่ 96/100 คะแนน ส่วนความเรียบเนียนในแง่ความขรุขระของผิวอยู่ที่ 95/100 คะแนน ซึ่งไม่ต่างจากคะแนนที่ได้จาก Powder ทรงกลมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ลุคที่ได้นั้นจะดูโปร่ง และเป็นธรรมชาติมากกว่า Powder ทรงกลม

📃 วิธีใช้ :
ใช้ปกป้องผิวจากแสงแดด และมีคุณสมบัติเป็นเมคอัพเบสได้ โดยทาเกลี่ยทั่วทั้งใบหน้า หลังผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในขั้นตอนสุดท้าย ปริมาณการใช้สำหรับใบหน้าที่แนะนำต่อครั้งดูได้จากข้างกล่อง


คำเตือน :
การใช้เครื่องสำอางที่มีสารป้องกันแสงแดด เป็นเพียงวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายจากแสงแดด ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใต้แสงแดดเป็นเวลานาน แม้ขณะใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารป้องกันแสงแดด หมั่นทาซ้ำบ่อย ๆ เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดด โดยเฉพาะหลังเหงื่อออก ว่ายน้ำ หรือเช็ดถู

📝 Full ingredient list:
Water, Ethylhexyl Methoxycinnamate, Zinc Oxide, Ethanol, Butylene Glycol, Stearyl Alcohol, Isononyl Isononanoate, Diethylamino Hydroxybenzoyl Hexyl Benzoate, Bis-ethylhexylphenol, Methoxyphenyl Triazine, Glyceryl Citrate/Lactate/Linoleate/Oleate, Methyl Methacrylate Crosspolymer, Astaxanthin, Ascorbyl Tetraisopalmitate, Haematococcus Pluvialis Extract, Tocopherol, Triethylhexanoin, Xanthan Gum, Sodium Acrylate/Sodium Acryloyldimethyl Taurate Copolymer, Glyceryl Stearate SE, Polyhydroxystearic Acid, Isohexadecane, Triethoxycaprylylsilane, Polysorbate 80, Dimethicone, Sorbitan Oleate, Caprylic/Capric Triglyceride, Denatonium Benzoate, Phenoxyethanol, Citric Acid, Disodium EDTA

Fragrance free
เลขที่รับจดแจ้ง : 11-1-6500008872

#Skincare #สกินแคร์ #AMTSkincare #AMTfamily #กันแดด #ครีมกันแดด #Sunscreen

ความรู้เรื่องกันแดดฉบับสมบูรณ์ (บทที่ 3/3 กันแดด เป็นได้มากกว่ากันแดด)

สวัสดีครับ The Skincare Handbook ซีรี่ส์ ‘ความรู้เรื่องกันแดดฉบับสมบูรณ์’ ก็ได้เดินทางมาถึงบทที่ 3/3 ซึ่งเป็นบทสุดท้ายแล้วนะครับ อย่างที่เรารู้กันว่า ฟังก์ชันหลักของครีมกันแดด ก็คือปกป้องผิวจากอันตรายจากรังสี UV ใช่ไหมครับ แต่จะดีไหมครับ ? ถ้าครีมกันแดดนั้น ทำได้มากกว่าแค่กันแดด !!

จาก The Skincare Handbook ตอนที่ 34 ที่ผ่านมา (อ่านย้อนหลังได้ที่ https://bit.ly/3J1NsCG)

จะเห็นว่า SPF = X นั้น หมายถึงจะมีรังสี UVB ที่ไม่ถูกป้องกันโดยครีมกันแดด เล็ดลอดผ่านสู่ผิวหนังเรา 1/X ส่วน สรุปได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ว่าครีมกันแดดจะมีประสิทธิภาพสูงแค่ไหน ก็ไม่สามารถกันรังสี UV ได้ 100% ครับ ต่อให้เราทาครีมกันแดด SPF 100 ก็ยังมีรังสี UVB เล็ดลอดผ่านสู่ผิวหนังเราได้ 1/100 ส่วนอยู่ดี ซึ่งรังสี UV ที่เล็ดลอดมาได้นั้น ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระนั้นผิวได้ ทำให้เกิดปัญหาฝ้า จุดด่างดำ ริ้วรอย และหย่อนคล้อยนั่นเองครับ ดังนั้น ครีมกันแดดที่ดี จึงควรมีสารต้านอนุมูลอิสระหรือ Antioxidant เพื่อกำจัดอนุมูลอิสระเหล่านี้ด้วยครับ

สำหรับสาร Antioxidant ที่ใช้กันในเครื่องสำอาง มีทั้งสารที่มีคุณสมบัติละลายน้ำ และละลายน้ำมัน ซึ่งทั้งคู่สามารถต้านอนุมูลอิสระในผิวได้ครับ
(รายละเอียดเรื่อง Antioxidant อ่านเพิ่มเติมได้ใน The Skincare Handbook ตอนที่ 27: Antioxidant คืออะไร ? หรือคลิก https://bit.ly/32950st)

แต่สำหรับสาร Antioxidant ที่จะใส่ในครีมกันแดดนั้น ถ้าจะให้ดีควรจะเป็นสารที่มีคุณสมบัติละลายในน้ำมันได้ดีครับ เพราะนอกจากจะช่วยต้านอนุมูลอิสระในผิวได้แล้ว ยังช่วยป้องกันสารกันแดดที่ละลายอยู่ในน้ำมันในครีมกันแดด ไม่ให้ถูกทำลายอีกด้วยครับ

ผมจึงเลือกใช้สาร Astaxanthin ซึ่งมีคุณสมบัติละลายในน้ำมันได้ดี สกัดได้จากสาหร่ายทะเลสีแดง มีประสิทธิภาพสูง ช่วยขจัดสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นครับ

และอีกหนึ่งตัวที่ผมเลือก นั่นก็คือ อนุพันธุ์วิตามิน C ที่ละลายในน้ำมันได้ดี ชื่อว่า Ascorbyl tetraisopalmitate ครับ ซึ่งนอกจากจะช่วยต้านอนุมูลอิสระในผิว และช่วยป้องกันสารกันแดดในครีมไม่ให้ถูกทำลายแล้ว ยังช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ต้นตอของฝ้าแดดได้อีกด้วยครับ

ครีมกันแดดที่ดี นอกจากจะ..

  • มีประสิทธิภาพในการกันแดดสูง
  • มีความปลอดภัย
  • มีสัมผัสในการใช้ที่ดี
  • มีสาร Antioxidant แล้ว

ถ้าหากสามารถช่วยกระเจิงแสง ทำให้ผิวดูนวล สวยได้ด้วย ก็คงจะยิ่งดีใช่ไหมครับ

.
.
ส่วนประกอบที่จะช่วยให้ครีมกันแดดมีคุณสมบัติเหล่านั้นได้ ก็คือผงแป้ง หรือ Powder นั่นเองครับ

Powder ที่ใช้กันทั่วไปในเครื่องสำอาง ถึงแม้ดูจากภายนอกจะมีลักษณะเหมือน ๆ กัน แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าเราเอากล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูง ๆ มาส่องดู จะพบว่ามันมีรูปทรงที่ไม่เหมือนกัน ทำให้มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไปด้วยครับ ตัวอย่างเช่น

  • Powder ทรงกลม ตัวมันเองจะกระเจิงแสงออกไปได้น้อย เมื่อทาแล้วจะทำให้ได้ลุคที่ดูหนา ทึบ และด้วยความที่เป็นทรงกลม จึงมีจุดเกาะผิวน้อย ทำให้ติดผิวได้ไม่ดีครับ
  • ส่วน Powder ทรงเลนส์นูน ตัวมันเองจะกระเจิงแสงออกไปหลายทิศทางมากกว่า เมื่อทาแล้วจะทำให้ผิวดูนวล ๆ ได้ลุคสว่าง โปร่ง เป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ ทรงเลนส์นูนจะมีจุดเกาะติดผิวมากกว่า ทำให้ติดผิวได้ดีกว่าด้วยครับ

จากรูปการทดลองนี้ จะเห็นได้ว่า Powder ทั้ง 2 ชนิด สามารถที่จะปกปิดความไม่สม่ำเสมอและความไม่เรียบเนียนของผิวได้พอ ๆ กันเลยครับ (ดูได้จากคะแนนในคอมลัมน์ที่ 2-3 แถวที่ 2-3) แต่จะต่างกันที่ลุคที่ได้ครับ

Powder ทรงกลม จะได้ลุคที่ดูหนา และทึบกว่า ส่วน Powder ทรงเลนส์นูน จะได้ลุคที่ดูโปร่ง และเป็นธรรมชาติมากกว่า ซึ่งจะเหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวันทั่ว ๆ ไปครับ

นอกจากช่วยให้หน้าดูนวล สว่างแล้ว จะดีไหมครับถ้าครีมกันแดดช่วยควบคุมความมันระหว่างวันได้ด้วย ?

.
.
นอกจากรูปทรงของ Powder ที่ต่างกัน จะทำให้มีความสามารถในการกระเจิงแสงที่ต่างกันแล้ว จำนวนรูพรุนที่ต่างกัน ก็ทำให้ Powder มีคุณสมบัติในการดูดซับความมันที่ต่างกันด้วยครับ โดย Powder ยิ่งมีรูพรุนมาก ก็จะยิ่งดูดซับความมันได้ดีมากครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น  ครีมกันแดดสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่เหมือนกันรองพื้นครับ การมีรูพรุนมากไปจึงไม่ค่อยเหมาะ เพราะจะดูดซับความมันมากไป ทำให้ผิวดูแมทเกินไป เราควรเลือกแบบรูพรุนปานกลาง ไม่มากไป ไม่น้อยไป ดูดซับเฉพาะความมันส่วนเกิน ไม่ทำให้ผิวดูแมทเกินไป ยังได้ลุคโกลว์อยู่ครับ

25 มีนาคม 65 นี้ ! เตรียมพบกับ ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจาก AMT Skincare

“AMT Anti-aging & Moisturizing UV Defensive Skincare
Broad Spectrum SPF 30 PA++++”

สกินแคร์กันแดด Broad Spectrum SPF 30 PA++++ ประสิทธิภาพสูง ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV มีความปลอดภัย เหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ล้างออกง่าย ไม่ต้องใช้ Cleanser อีกทั้งยังมอบความชุ่มชื้นให้แก่ผิว พร้อมคุณค่าการบำรุงจากสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอสัญญาณแห่งความชรา และยับยั้งการสร้างเม็ดสี ต้นตอของฝ้าแดด

นอกจากฟังก์ชันในการกันแดดและบำรุงผิวแล้ว ยังมีเทคโนโลยี AMT Innovative Glowing Powder สามารถใช้เป็น Make up base ได้ ทำให้ผิวนวล สว่าง ได้ลุคเป็นธรรมชาติ ช่วยดูดซับความมันส่วนเกิน โดยที่ยังได้ลุคโกลว์อยู่อีกด้วยครับ

เตรียมพบกับโปรโมชั่นเปิดตัวสุดพิเศษ หากท่านใดสนใจสามารถเพิ่มเราเป็นเพื่อน เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารดี ๆ ได้ที่ LINE : @amtskincare (หรือคลิก https://bit.ly/3av6XCr) ครับ

#Skincare #สกินแคร์ #AMTSkincare #AMTfamily #AMTHandbook #YourSkinGuardian #ผิวสุขภาพดี #Sunscreen #กันแดด

————————————————

📍ติดตามเราได้ที่

https://linktr.ee/AMTSkincare

รู้หรือไม่ ? 4 มาตรฐานในการวัดค่ากันแดด มีอะไรบ้าง

เคยสงสัยไหมครับ ว่าค่า SPF หรือ PA ที่ระบุอยู่บนฉลากครีมกันแดดนั้น ถูกวัดมาอย่างไร ? แล้วค่าที่ระบุนั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน ?

จริง ๆ ต้องบอกแบบนี้ครับว่า ประสิทธิภาพในการกันแดด ไม่ว่าจะเป็นค่า SPF หรือค่า PA ก็ตาม สามารถวัดได้จากหลายวิธี และแต่ละวิธีก็มีความถูกต้องและความน่าเชื่อถือต่างกันครับ

AMT Skincare เราเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้คุณบรรลุจุดมุ่งหมายในการดูแลผิวที่คุณหวังไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ดังนั้น เราจึงกำหนดมาตรฐานในการวัดค่ากันแดด เพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ ออกเป็น 4 ข้อครับ คือ

1. วัดค่ากันแดดบนผิวคนจริง ๆ จริง ๆ แล้วการวัดค่ากันแดด สามารถวัดได้จาก 2 วิธีหลัก ๆ ครับ คือ วัดโดยใช้เครื่อง กับวัดบนผิวคน – การวัดโดยใช้เครื่อง มีข้อดีคือ มีค่าใช้จ่ายในการทำการทดลองที่ต่ำกว่า อีกทั้งยังสามารถทำได้ง่ายกว่าด้วย แต่ข้อเสียคือ วิธีการวัดแบบนี้ ไม่ใช่การจำลองภาพการใช้งานจริงครับ เป็นเพียงการวัดค่ากันแดดที่ทาบนแผ่นพลาสติก ซึ่งไม่สามารถเทียบกับผิวคนจริง ๆ ได้ – การวัดบนผิวคน (ขอบคุณภาพจาก https://www.institut-fresenius.de/…/services/photobiology) มีข้อดีคือ เป็นการจำลองสภาพการใช้งานจริง ๆ เพราะฉะนั้น ค่าที่วัดได้จะมีความน่าเชื่อถือกว่าครับ แต่ข้อเสียก็คือ ค่าใช้จ่ายในการทำทดลองในคนสูงกว่า และมีขั้นตอนการวัดที่ยุ่งยากกว่าครับ

2. วัดค่ากันแดดจากหลาย ๆ คน แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ยนอกจากนี้ การทดสอบในคนยังมีข้อเสียอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการตอบสนองของผิวแต่ละคนที่ไม่เท่ากันนั่นเองครับ บางคนผิวไหม้แดดยาก วัดแล้วได้ค่าสูง บางคนผิวไหม้แดดง่าย วัดแล้วได้ค่าต่ำ หากเราทำการวัดในคน ๆ เดียว ก็อาจจะได้ค่าที่ไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้น เราจึงต้องทำการวัดในอาสาสมัครหลาย ๆ คน และใช้ค่าเฉลี่ย เพื่อลดผลของตอบสนองที่ไม่เท่ากันนั่นเองครับ

3. ใช้วิธีการวัดตามมาตรฐาน ISOการจะวัดค่ากันแดดออกมาสักค่าหนึ่ง ไม่ใช่ว่าจะสามารถเขียนวิธีการทดลองมั่ว ๆ ขึ้นมาได้นะครับ แต่จะต้องใช้วิธีการวัดตามมาตรฐานที่เรียกว่า ISO นั่นเองครับ โดยถ้าเป็นการวัดค่า SPF ในคน เราจะใช้วิธีวัดตาม ISO 24444 ส่วนถ้าเป็นการวัดค่า PA ในคน จะใช้วิธีวัดตาม ISO 24442 นั่นเองครับ

แล้วมาตรฐาน ISO คืออะไร ?

มาตรฐาน ISO นั้นเป็นวิธีการวัดที่ผ่านการประชุมโดยนักวิชาการในแวดวงกันแดดจากนานาชาติครับ โดยทุกคนจะร่วมกันกำหนดวิธีในการวัดขึ้นมาว่าจะเป็นยังไง เช่น มีการกำหนดตั้งแต่อาสาสมัครจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร และห้ามมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง เวลาทดสอบต้องทากันแดดปริมาณเท่าไหร่ ทายังไง สวมปลอกนิ้วด้วยหรือเปล่า ทาแล้วทิ้งไว้กี่นาทีก่อนทำการวัด เวลาวัดใช้เครื่องอะไรในการจำลองแสง UV ใช้ความเข้มแสงเท่าไหร่ เป็นต้นครับ

4. ห้องแลบที่วัดผ่านการรับรองเพราะการจะวัดตามมาตรฐาน ISO นั้นยุ่งยากมาก ดังนั้น ห้องแลบที่จะวัด รวมถึงบุคคลากรในห้องแลบ จะต้องผ่านการฝึกฝน อบรม และรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น มาตรฐาน ISO 9001, GLP (Good Laboratory Practices) ครับยิ่งไปกว่านั้น การที่ห้องแลบนั้นได้รับรองเป็นสมาชิกของ BIPEA หรือองค์กรควบคุมมาตรฐานการวัดของยุโรป ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องการีนตีได้ว่าห้องแลบนี้มีคุณภาพในการวัดที่เที่ยงตรงสูง และไม่มีอคติอีกด้วยครับ

——

ด้วยมาตรฐานทั้งหมดนี้ ทำให้มั่นใจได้ว่า SPF 30 PA++++ ใน “AMT Anti-aging & Moisturizing UV Defensive Skincare” นั้น ไม่ใช่ค่าที่บังเอิญวัดมาได้สูง หรือต่ำเกินจริง แต่เป็นค่าที่มีความถูกต้องและเชื่อถือได้แน่นอนครับ

#AMTSkincare #AMTfamily #YourSkinGuardian #DidYouKnow #Skincare #สกินแคร์ #ผิวสุขภาพดี

————————————————

ติดตามและเป็นกำลังใจให้กับเราได้ที่
https://linktr.ee/AMTSkincare

ความรู้เรื่องกันแดดฉบับสมบูรณ์ (บทที่ 2/3 ประสิทธิภาพ VS ความปลอดภัย VS สัมผัสในการใช้)

จาก The Skincare Handbook ตอนที่ 34 เราทราบกันไปแล้วใช่ไหมครับว่า ปัจจัยที่มีผลต่ออันตรายจากแสงแดดมีอะไรบ้าง และประสิทธิภาพของกันแดดประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

ถึงแม้ว่าประสิทธิภาพในการกันแดดนั้นจะเป็นคุณสมบัติหลักของครีมกันแดด แต่ถ้าหากใช้แล้วแพ้ ทาแล้วเหนียวเหนอะหนะ ไม่สบายผิว หรือหน้ามันเยิ้มระหว่างวัน ก็คงไม่มีใครอยากใช้ใช่ไหมครับ ดังนั้น คอนเทนต์นี้ The Skincare Handbook ตอนที่ 35 ความรู้เรื่องกันแดดฉบับสมบูรณ์ บทที่ 2/3 ผมจะพูดถึงเรื่องของ “ประสิทธิภาพ VS ความปลอดภัย VS สัมผัสในการใช้” กันบ้างครับ รายละเอียดเป็นอย่างไร เชิญอ่านต่อใต้ภาพได้เลยครับ

ถึงแม้ว่าคุณสมบัติหลักของครีมกันแดด คือประสิทธิภาพในการกันแดด แต่จริงๆแล้ว เวลานักวิจัยจะคิดค้นสูตรครีมกันแดดขึ้นมาซักสูตร เราจะไม่ได้คำนึงแค่ประสิทธิภาพในการกันแดดเพียงอย่างเดียวครับ เราจะต้องพิจารณาหลาย ๆ สิ่งควบคู่กันไปด้วย โดย 3 สิ่งที่นักวิจัยจะต้องให้ความสำคัญในการคิดค้นสูตรครีมกันแดด ได้แก่

  1. ประสิทธิภาพในการกันแดด (Efficacy)
  2. ความปลอดภัย (Safety)
  3. สัมผัสในการใช้ (Feel and Texture)

หลายท่านอาจจะคิดว่า หากจะเลือกครีมกันแดดสักชิ้น ก็ต้องเน้นประสิทธิภาพสูง ๆ เอาไว้ก่อนจึงจะดี แต่ความจริงไม่เป็นแบบนั้นครับ เพราะครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพในการกันแดดสูงสุด อาจไม่ใช่ครีมกันแดดที่ดีที่สุดก็ได้ครับ เพราะอะไร ?
…..
…..
เหตุผลก็เพราะว่า ‘สารกันแดดทุกชนิด’ ในครีมกันแดด ไม่ว่าจะเป็นสารกันแดดชนิดไหน ไม่ได้มีแค่ข้อดีเพียงอย่างเดียวครับ แต่มีผลข้างเคียงต่อผิวหนังของทุก ๆ ท่านด้วย ไม่มากก็น้อยครับ เช่น อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง แสบผิว หรืออาจมีโอกาสสูดดมเข้าไป และตกค้างอยู่ในระบบทางเดินหายใจก็เป็นได้ โดยเฉพาะสารกันแดดที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร เป็นต้น หากเราเลือกครีมกันแดดโดยเน้นประสิทธิภาพมากเกินที่ต้องการ ผิวก็อาจจะได้รับผลข้างเคียงมากเกินจำเป็น เราจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประสิทธิภาพกับความปลอดภัยเสมอครับ

การจะชั่งน้ำหนักระหว่างประสิทธิภาพกับความปลอดภัยนั้นทำอย่างไร ?
.
.
ไม่ยากเลยครับ ก่อนอื่นเราต้องประเมินก่อนว่ากิจกรรมในวันนี้ของเราจะเป็นอย่างไรบ้าง จะตากแดดมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างเช่น

  • หากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งนาน ๆ เช่น เล่นกีฬากลางแจ้ง ไปทะเล หรือไปสถานที่ที่โดนแดดแรง ๆ การเลือกใช้กันแดดประสิทธิภาพสูงอย่าง SPF 50 PA++++ ในการปกป้องผิวจะเหมาะกว่า เพราะถึงแม้ว่าผิวเราจะได้รับผลข้างเคียง (Risk) จากสารกันแดดที่เพิ่มมากขึ้นก็จริง แต่ประโยชน์ (Benefit) ที่เราจะได้รับจากการใช้ครีมกันแดดเพื่อป้องกันแดดแรง ๆ ตอนทำกิจกรรมกลางแจ้งนั้นมีมากกว่า หรือเรียกได้ว่า Benefit มีมากกว่า Risk นั่นเองครับ เสริมอีกนิดนึงก็คือ เราอาจจะต้องพิจารณาคุณสมบัติเรื่องการกันน้ำของครีมกันแดดนั้น ๆ ว่าพอเพียงหรือไม่ หากต้องว่ายน้ำ เป็นต้น
  • หากเป็นชีวิตประจำวันทั่ว ๆ ไป ไม่ได้มีความจำเป็นต้องตากแดดนาน เช่น โดนแดดบ้างตอนเดินทางมาทำงาน และตอนพักเที่ยง แต่นอกนั้นอยู่ในที่ร่มเป็นหลัก การเลือกใช้ครีมกันแดดประสิิทธิภาพรองลงมาอย่าง SPF 30 PA++++ ก็เพียงพอต่อการปกป้องผิวจากรังสี UV โดยที่ผิวไม่ต้องสัมผัสกับสารกันแดดที่มากเกินความจำเป็นด้วยครับ เพราะ SPF 30 กับ SPF 50 นั้นในความเป็นจริงแล้ว ประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ต่างกันเพียงแค่ 1% เท่านั้นครับ
  • หรือในกรณีที่ผิวกำลังเสียหาย ระคายเคืองง่ายไม่แข็งแรง หรือมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ และใช้ชีวิตอยู่แต่ในร่มเป็นส่วนใหญ่ การเลือกใช้กันแดดประสิทธิภาพกลาง ๆ อย่าง SPF 30 PA+++ ก็อาจจะเพียงพอแล้วครับ

หากพิจารณาประสิทธิภาพในการกันแดดและความปลอดภัยแล้ว ครีมกันแดด SPF 30 PA++++ นั้นถือว่าเหมาะสม และเพียงพอต่อการปกป้องผิวจากรังสี UV ในชีวิตประจำวัน

แต่รู้หรือไม่ครับว่า ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA++++ เท่ากันนั้น ความปลอดภัยและสัมผัสในการใช้ต่างกัน !

ที่เป็นแบบนี้ก็เป็นเพราะ ชนิดของสารกันแดด จำนวนชนิดของสารกันแดด ปริมาณของสารกันแดดที่ใช้ในสูตรอาจต่างกันครับ

ในมุมของนักวิจัยนั้น การจะได้มาซึ่งค่า SPF และ PA ที่ต้องการ เราทำได้หลายวิธีครับ เราอาจจะใช้สารกันแดด 2-3 ตัว แล้วใส่เยอะ ๆ หน่อย หรืออาจใช้ 6-10 ตัว แล้วใช้อย่างละนิดก็ได้ครับ แต่ต้องใช้สารกันแดดหลาย ๆ ชนิดผสมกัน ชนิดของสารที่ใช้ยิ่งเยอะ ความเสี่ยงในการแพ้ที่ก็จะยิ่งเยอะขึ้นตามไปด้วย แต่ข้อดีคือจะใช้ปริมาณของสารน้อยลง ทำให้ได้สัมผัสที่ดีในการใช้ครับ ตัวอย่างเช่น

  • หากใช้สารกันแดดเพียง 2-3 ชนิด จะมีข้อดี คือ เนื่องจากชนิดของสารมีน้อย โอกาสจะเกิดการแพ้แบบ Allergy ก็มีน้อย (การแพ้แบบ Allergy คืออะไร อ่านย้อนหลังได้ที่ bit.ly/2IU4mt8) ซึ่งจะปลอดภัยต่อผู้ใช้มากกว่าเล็กน้อย แต่ข้อเสีย คือ จะต้องใส่ปริมาณเยอะ ๆ ทำให้สัมผัสในการใช้แย่ เช่น เหนอะหนะ เกลี่ยยาก ใช้แล้ววอก หรือมันเยิ้มระหว่างวัน เป็นต้นครับ
  • แต่ครั้นจะเพิ่มจำนวนสารที่ใช้ให้มากถึง 6-10 ชนิด เพื่อลดปริมาณสารที่ต้องใส่ในสูตร ให้ได้สัมผัสในการใช้ที่ดีกว่านี้ ผมคิดว่าอาจจะไม่คุ้มกับความเสี่ยงในการแพ้ที่มากขึ้น เนื่องจากชนิดของสารมากขึ้นนั่นเองครับ
  • ดังนั้น ทางสายกลางจึงเหมาะที่สุดครับ ใช้สารกันแดดไม่มากไม่น้อยเกินไป ประมาณ 4-5 ชนิด ความเสี่ยงในการแพ้ก็อาจจะเพิ่มขึ้นนิดหน่อยเมื่อเทียบกับการใช้ 2-3 ชนิด แต่สามารถลดปริมาณสารที่ต้องใส่ในสูตรได้มากเลยทีเดียว ทำให้ได้สัมผัสในการใช้ที่ดี ไม่เหนอะหนะ เกลี่ยง่าย น่าใช้กว่ามากครับ

หน้าร้อนปีนี้ เตรียมพบกับ ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจาก AMT
“AMT Anti-aging & Moisturizing UV Defensive Skincare Broad Spectrum SPF 30 PA++++”
สกินแคร์กันแดด Broad Spectrum SPF 30 PA++++ ที่เหมาะกับชีวิตประจำวันของคุณ ผสานสารกันแดด 4 ชนิดช่วยเสริมฤทธิ์กัน

#ประสิทธิภาพสูง #มีความปลอดภัย และ #สัมผัสในการใช้ดี เกลี่ยง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ

เตรียมเปิดจองเร็ว ๆ นี้ พร้อมโปรโมชั่นเปิดตัวสุดพิเศษ หากท่านที่สนใจสามารถเพิ่มเราเป็นเพื่อน เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารดี ๆ ได้ที่ LINE : @amtskincare (หรือคลิก https://bit.ly/3av6XCr) ครับ

#Skincare #สกินแคร์ #AMTSkincare #AMTfamily #AMTHandbook #YourSkinGuardian #ผิวสุขภาพดี

————————————————

ติดตามเราได้ที่

https://linktr.ee/AMTSkincare

รู้หรือไม่ ? กันแดด SPF 50 ปกป้องผิวได้มากกว่า SPF 30 เพียง 1%

ผมเชื่อว่า หลายท่านคงจะเคยเห็นคำว่า SPF กับ PA บนขวดหรือหลอดกันแดดกันอยู่แล้วใช่ไหมครับ แล้วทราบไหมครับว่าความหมายจริง ๆ อย่างละเอียดหมายความว่าอย่างไร ?

ตัวเลขหลัง SPF บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ซึ่งมีผลเสียทำให้ผิวไหม้ แสบ แดง ว่าป้องกันได้เท่าไหร่ครับ

ผมขอยกตัวอย่างวิธีการแปลความตัวเลขเหล่านี้ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังนี้ครับ

  • เมื่อเราทากันแดด SPF 30 นั่นหมายความว่า จะมีรังสี UVB ที่ไม่ถูกป้องกันโดยกันแดด และเล็ดลอดผ่านสู่ผิวหนังเรา 1/30 ส่วน หรือพูดในทางกลับกันคือ ครีมกันแดดนั้นสามารถป้องกันรังสี UVB ได้ 29/30 ส่วน หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ประมาณ 97% นั่นเองครับ
  • ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราทากันแดด SPF 50 นั่นหมายความว่า จะมีรังสี UVB เล็ดลอดผ่านสู่ผิวหนังเรา 1/50 ส่วน หรือหมายความว่า ครีมกันแดดนั้นสามารถป้องกันรังสี UVB ได้ 49/50 ส่วน หรือประมาณ 98% ครับ

ซึ่งจะสังเกตได้ว่า ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 และ SPF 30 นั้น มีประสิทธิภาพในการปกป้องรังสี UVB ต่างกันเพียงแค่ 1% เท่านั้นเองครับ !!!

แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกค่า SPF ที่จะใช้ในแต่ละวัน อาจจะต้องพิจารณากิจกรรมในวันนั้น ๆ ดูด้วยครับ ว่ามีอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น หากเป็นกิจวัตรประจำวันทั่ว ๆ ไป ไม่ได้มีความจำเป็นต้องตากแดดนาน การเลือกใช้ SPF 30 ก็เพียงพอแล้วครับ แต่ถ้าต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือไปทะเล ก็อาจจะต้องเลือกใช้เป็น SPF 50 ครับ นอกจากนี้ อาจจะต้องพิจารณาคุณสมบัติเรื่องการกันน้ำ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ด้วยครับ

#AMTSkincare #AMTfamily #YourSkinGuardian #DidYouKnow #Skincare #สกินแคร์ #ผิวสุขภาพดี

————————————————

ติดตามและเป็นกำลังใจให้กับเราได้ที่
https://linktr.ee/AMTSkincare

ความรู้เรื่องกันแดดฉบับสมบูรณ์ (บทที่ 1/3 ปัจจัยที่มีผลต่ออันตรายจากแสงแดด และความหมายของค่า SPF กับ PA)

สวัสดีทุกท่านครับ ห่างหายไปนานกับ The Skincare Handbook คอนเทนต์ให้ความรู้เรื่องผิวและสกินแคร์จาก AMT วันนี้ The Skincare Handbook กลับมาพร้อมกับตอนที่ 34 ในหัวข้อ “ความรู้เรื่องกันแดดฉบับสมบูรณ์” ครับ และด้วยความที่เป็นฉบับสมบูรณ์ ดังนั้น เนื้อหาจะค่อนข้างยาวนิดนึงครับ ผมจึงแบ่งออกเป็น 3 บทย่อย โดยบทที่ 1/3 จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่ออันตรายจากแสงแดด และความหมายของค่า SPF กับ PA รายละเอียดอ่านต่อใต้ภาพได้เลยครับ

เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมแต่ละคนจึงเริ่มได้รับผลเสียจากแดดไม่เท่ากัน ? ทำไมคนผิวสีอ่อนจึงไหม้แดดเร็วกว่าคนผิวสีเข้ม ? หรือ ทำไมเดินออกไปข้างนอกตอนกลางวันแค่ชั่วครู่ ผิวก็เริ่มแดงแล้ว ? ผมจะอธิบายให้ฟังครับ

ผิวจะได้รับผลเสียจากแดดมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัยครับ ได้แก่

  1. สีผิวของแต่ละคน
    ผิวแต่ละสี จะได้รับผลเสียจากแดดไม่เท่ากันครับ คนผิวสีอ่อน มีเม็ดสีเมลานินที่คอยทำหน้าที่ดูดซับรังสี UV น้อย เมื่อโดนแดดจึงไหม้ง่ายกว่าคนผิวสีเข้มที่มีเม็ดสีเมลานินเยอะกว่าครับ
  2. ช่วงเวลาของวัน
    ความแรงของแดดแต่ละช่วงเวลาของวันนั้น จะมีความแตกต่างกันครับ ซึ่งสามารถดูได้จากค่าที่เรียกว่า UV index ยิ่งค่า UV Index มาก ก็แสดงว่าแดดตอนนั้นยิ่งแรงมากครับ สำหรับแดดตอนเช้า จะเป็นช่วงที่มี UV Index ต่ำ ส่วนแดดตอนเที่ยง จะเป็นช่วงที่มี UV index สูง เนื่องจากดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลก แดดจึงส่องมายังพื้นโลกตรง ๆ (เช็กค่า UV index ประเทศไทยได้ที่ศูนย์โอโซนและรังสี กองบริการดิจิทัลอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา http://ozone.tmd.go.th/UV_index.htm)
    ดังนั้น ตากแดดตอนเที่ยง ผิวจะไหม้เร็วกว่าแดดตอนเช้าครับ
  3. ระยะเวลาที่ตากแดด
    ระยะเวลาที่ตากแดด สัมพันธ์กับพลังงานที่เราจะได้รับจากแดดครับ พูดง่าย ๆ ก็คือ ยิ่งตากแดดนาน ผิวก็จะยิ่งได้รับผลเสียจากแดดมากขึ้น หรือไหม้แดดมากขึ้นนั่นเองครับ
  4. ตำแหน่งที่ตั้ง
    แต่ละตำแหน่งบนโลก จะได้รับปริมาณรังสีที่แตกต่างกันออกไปครับ โดยพื้นที่ยิ่งอยู่ใกล้แนวเส้นศูนย์สูตร จะยิ่งได้รับปริมาณรังสีมากกว่าขั้วโลกทั้งสองด้านครับ

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นว่าปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลเสียต่อผิวอย่างไร ผมจะขอใช้ภาพด้านบนประกอบการอธิบาย ดังนี้ครับ

  • จากภาพฝั่งซ้าย จะเห็นว่าที่แดดแรงเท่ากัน คนผิวสีอ่อนโดนแดดแค่ 15 นาที ผิวก็จะเริ่มไหม้แดดแล้ว ในขณะที่คนผิวสีเข้ม จะต้องโดนแดดนานถึง 25 นาทีผิวจึงจะเริ่มไหม้
  • ส่วนจากภาพฝั่งขวา จะเห็นว่า ไม่ว่าจะผิวสีใด ยิ่งเจอแดดแรง ผิวก็จะยิ่งไหม้แดดเร็วครับ ตัวอย่างเช่น หากเรายืนตากแดด เปรียบเทียบกันระหว่างตอนเช้ากับตอนเที่ยง ตากแดดตอนเที่ยง ผิวจะไหม้เร็วกว่าแดดตอนเช้าครับ หรืออีกกรณีหนึ่ง หากเรายืนตากแดดที่กรุงเทพ เทียบกับยืนตากแดดที่ขั้วโลก ตากแดดที่กรุงเทพ ผิวจะไหม้เร็วกว่าตากแดดที่ขั้วโลกครับ

วิธีลดผลกระทบจากแดด สามารถทำได้หลากหลายวิธีครับ ซึ่งการทา “ครีมกันแดด” ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดผลกระทบจากแดด หรือรังสี UV ได้อย่างมีประสิทธิภาพวิธีหนึ่งครับ

หลายท่านคงจะเคยเห็นคำว่า SPF กับ PA บนขวดหรือหลอดกันแดดกันอยู่แล้วใช่ไหมครับ แล้วทราบไหมครับว่าความหมายจริง ๆ อย่างละเอียดหมายความว่าอย่างไร ? วันนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังครับ
..
..
SPF และ PA เป็นค่าที่แสดงประสิทธิภาพของครีมกันแดด โดยที่

  1. SPF (ย่อมาจากคำว่า Sun Protection Factor) เป็นค่าที่แสดงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ซึ่งมีผลเสียทำให้ผิวไหม้ แสบ แดง
  2. PA (ย่อมาจากคำว่า Protection Grade of UVA) เป็นค่าที่แสดงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ซึ่งมีผลเสียทำให้ผิวคล้ำ หย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยก่อนวัยครับ

นอกจากคำว่า SPF กับ PA แล้ว ยังมีอีก 1 คำที่เรามักจะเห็นบนกันแดด นั่นก็คือคำว่า ‘Broad Spectrum’ ซึ่งหมายความว่าผลิตภัณฑ์กันแดดนั้น สามารถป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB นั่นเองครับ

แล้วตัวเลขหลัง SPF กับเครื่องหมายบวกหลัง PA แปลความได้อย่างไร ?
..
..
ตัวเลขหลัง SPF บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ว่าป้องกันได้เท่าไหร่ครับ ผมขอยกตัวอย่างวิธีการแปลความตัวเลขเหล่านี้ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังนี้ครับ

  • เมื่อเราทากันแดด SPF 30 นั่นหมายความว่า จะมีรังสี UVB ที่ไม่ถูกป้องกันโดยกันแดด และเล็ดลอดผ่านสู่ผิวหนังเรา 1/30 ส่วน หรือพูดในทางกลับกันคือ ครีมกันแดดนั้นสามารถป้องกันรังสี UVB ได้ 29/30 ส่วน หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ประมาณ 97% นั่นเองครับ
  • ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราทากันแดด SPF 50 นั่นหมายความว่า จะมีรังสี UVB เล็ดลอดผ่านสู่ผิวหนังเรา 1/50 ส่วน หรือหมายความว่า ครีมกันแดดนั้นสามารถป้องกันรังสี UVB ได้ 49/50 ส่วน หรือประมาณ 98% ครับ

ซึ่งจะสังเกตได้ว่า ครีมกันแดดที่มีค่า SFP 50 และ SPF 30 นั้น มีประสิทธิภาพในการปกป้องรังสี UVB ต่างจาก เพียงแค่ 1% เท่านั้นเองครับ !!!

ส่วนเครื่องหมายบวกหลัง PA นั้น บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA ว่าป้องกันได้เท่าไหร่ครับ ยิ่งบวกมากก็ยิ่งป้องกันได้มาก โดยที่จำนวนเครื่องหมายบวก สามารถแปลงเป็นตัวเลขค่าการปกป้องได้ ดังตารางในภาพด้านบนครับ ตัวอย่างเช่น

  • เมื่อเราทากันแดดที่มีค่า PA +++ นั่นหมายความว่า จะมีรังสี UVA เล็ดลอดผ่านสู่ผิวหนังเราไม่เกิน 1/8 ส่วน หรือพูดในทางกลับกันคือ ครีมกันแดดนี้สามารถป้องกันรังสี UVA ได้อย่างน้อย 7/8 ส่วน หรือประมาณ 88% นั่นเองครับ
  • ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราทากันแดดที่มีค่า PA ++++ ณ ตอนนั้น จะมีรังสี UVA ยังเหลือเล็ดลอดผ่านสู่ผิวหนังของเราได้ไม่เกิน 1/16 ส่วน หรือพูดอีกอย่างได้ว่า ครีมกันแดดนี้สามารถป้องกันรังสี UVA ได้อย่างน้อย 15/16 ส่วน หรือประมาณ 94%

ซึ่งสำหรับค่า PA นั้น จะสังเกตเห็นได้ว่า PA+++ มีประสิทธิภาพในการปกป้องรังสี UVA ต่างจาก PA++++ ราว 6% เลยทีเดียวครับ

ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพมากขึ้น ผมขอยกตัวอย่างเหตุการณ์สมมติ ดังนี้ครับ
สมมติให้ผิวของนาย A จะเริ่มไหม้แดด เมื่อได้รับรังสี UV ครบ 100 ก้อนนะครับ และแดดที่นาย A ตากอยู่ตอนนั้น ก็มีความแรง 10 ก้อน/นาที

กรณีที่ 1 ถ้านาย A ไม่ได้ทากันแดด

  • ผ่านไป 1 นาที จะมีรังสีตกลงมา 10 ก้อน และนาย A ก็จะได้รับรังสี 10 ก้อนนั้น ซึ่งยังไม่มากพอที่จะทำให้ผิวของนาย A เริ่มไหม้แดดได้
  • และเมื่อครบ 10 นาที จะมีรังสีตกลงมา 10 x 10 = 100 ก้อน และนาย A จะได้รับรังสีครบ 100 ก้อน ซึ่งทำให้ผิวของนาย A เริ่มไหม้แดงครับ

กรณีที่ 2 ถ้านาย A ทากันแดด SPF 10

  • ผ่านไป 1 นาที จะมีรังสีตกลงมา 10 ก้อน โดยที่ครีมกันแดดที่นาย A ทาอยู่จะช่วยป้องกันไว้ได้ 9/10 x 10 = 9 ก้อน และเหลือเล็ดลอดผ่านสู่ผิวของนาย A 1/10 x 10 = 1 ก้อน ซึ่งยังไม่มากพอที่จะทำให้ผิวของนาย A เริ่มไหม้แดดได้
  • เมื่อผ่านไป 10 นาที จะมีรังสีตกลงมาทั้งหมด 10 x 10 = 100 ก้อน ครีมกันแดดช่วยป้องกันไว้ได้ 9/10 x 100 = 90 ก้อน และเหลือเล็ดลอดผ่านสู่ผิวนายของ A 1/10 x 100 = 10 ก้อน ซึ่งก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้ผิวของนาย A เริ่มไหม้แดดได้เช่นกัน
  • แต่เมื่อเวลาผ่านไปครบ 100 นาที รังสีสะสมที่ตกลงมาสู่ผิวของนาย A คือ 10 x 100 = 1,000 ก้อน ครีมกันแดดช่วยป้องกันไว้ได้ 9/10 x 1,000 = 900 ก้อน แต่ยังมีบางส่วนที่ผ่านสู่ผิวของนาย A คิดเป็น 1/10 x 1,000 = 100 ก้อน ซึ่งมากพอที่จะทำให้ผิวของนาย A เริ่มไหม้แดงนั่นเองครับ

จากทั้ง 2 กรณีนี้ จะเห็นว่าการทากันแดดที่มีค่า SPF 10 นั้น ช่วยให้ผิวของนาย A ไหม้แดดช้าลง จากเดิม 10 นาที เป็น 100 นาที หรือพูดได้ว่ากันแดดนี้ช่วยปกป้องผิวของนาย A จากการไหม้แดดได้นานขึ้น 10 เท่า

ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวอย่างสมมตินี้อยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ความแรงของแดดทั้งสองกรณีเท่ากันตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริงนั้น ความแรงของแดดไม่ได้คงที่ตลอดเวลาครับ มีทั้งสูงขึ้นและต่ำลง ทำให้ความเป็นจริง ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 10 อาจป้องกันได้นานกว่า หรือสั้นกว่า 10 เท่า ก็เป็นไปได้ แล้วแต่สถานการณ์ครับ

การได้รับรังสี UV จากแสงแดดมากเกินไป ส่งผลเสียทำให้ผิวไหม้ แสบ แดง คล้ำเสีย หย่อนคล้อย และก่อให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ ดังนั้น อย่าปล่อยให้ผิวถูกรังสี UV ทำร้าย ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV นะครับ

และในโอกาสนี้ ผมขออนุญาตประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจาก AMT นั่นก็คือ
“AMT Anti-aging & Moisturizing UV Defensive Skincare”
สกินแคร์กันแดดที่ช่วยปกป้องผิวคุณให้ปลอดภัยจากทั้งรังสี UVA และ UVB ครับ
รายละเอียด และคุณสมบัติจะเป็นอย่างไร ฝากติดตามใน The Skincare Handbook ตอนที่ 35 ความรู้เรื่องกันแดดฉบับสมบูรณ์ บทที่ 2/3 และ 3/3 ด้วยนะครับ

สงกรานต์นี้จะไม่แพ้แดดอีกต่อไป เตรียมเปิดจองเร็ว ๆ นี้ พร้อมโปรโมชั่นเปิดตัวสุดพิเศษ ท่านใดที่สนใจสามารถ เพิ่มเราเป็นเพื่อน เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารดี ๆ ได้ที่ LINE : @amtskincare (หรือคลิก https://bit.ly/3av6XCr) ครับ ขอบพระคุณครับสำหรับการสนับสนุนและการติดตามเสมอมา

#Skincare #สกินแคร์ #AMTSkincare #AMTfamily #AMTHandbook #YourSkinGuardian #ผิวสุขภาพดี

————————————————

ติดตามเราได้ที่

https://linktr.ee/AMTSkincare

ผิวดีไปอีกขั้น ด้วยผ้าขนหนู AMT

ผิวดีไปอีกขั้น ด้วยผ้าขนหนู AMT

นอกจากการบำรุงผิวแล้ว “#ผ้าขนหนู” เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยดูแลเกราะผิว และยังส่งเสริมให้ผิวของคุณแข็งแรง สวยสุขภาพดียิ่งขึ้นอีกด้วยค่ะ

AMT จึงใส่ใจและให้ความสำคัญในการเลือกผ้าขนหนูด้วย 2 ปัจจัยหลัก

⭐1. #การเลือกชนิดผ้า โดยเลือกผ้าฝ้าย 100% มาตรฐาน OEKO-TEX Standard 100 Class 1 สามารถซับน้ำได้ดี เนื้อผ้านุ่มฟู และอ่อนโยนต่อผิวหน้า

⭐2. #การทอแบบคลายเกลียว ทำให้ผ้าไม่บาดหน้า และไม่ทำร้ายเกราะผิว

มาสร้างพื้นฐานผิวให้ดียิ่งขึ้นด้วย “ผ้าขนหนู” จาก AMT ไปพร้อมกันค่ะ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3HeY5kN

#AMTSkincare #AMTFamily #YourSkinGuardian #Skincare #สกินแคร์ #ผิวสุขภาพดี  
————————————————
📍กด ‘See First’ เพื่อให้ไม่พลาดคอนเทนต์ดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Skincare
ติดตามและเป็นกำลังใจให้กับพวกเราได้ที่
https://linktr.ee/AMTSkincare