ผิวของคุณต้องการน้ำมันแบบไหน?

The Skincare Handbook by AMT Skincare
คอนเทนต์ให้ความรู้เกี่ยวกับผิว และวิทยาศาตร์ที่เกี่ยวกับสกินแคร์

ตอนที่ 7 ผิวของคุณต้องการน้ำมันแบบไหน? (บทความครึ่งหลัง : ถ้าคุณรู้จักผิวของคุณดีแล้ว มาดูกันเลยว่าน้ำมันแบบไหนที่ผิวของคุณอยากได้ )

สวัสดีครับวันนี้ผมจะมาเล่าให้ทุกๆท่านฟังว่า น้ำมันในสกินแคร์มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทมีคุณสมบัติเป็นอย่างไร เหมาะกับผิวประเภทไหนบ้างครับ

ก่อนอื่นผมขอเล่าให้ฟังก่อนว่าน้ำมันที่อยู่ในสกินแคร์แต่ละประเภทนั้น มีปริมาณไม่เท่ากันครับ ซึ่งโดยทั่วๆไปในตลาดสกินแคร์นั้น
- น้ำตบหรือessence - จะมีปริมาณน้ำมัน 0-2%
- เซรั่ม - จะมีปริมาณน้ำมัน 0-10%
- อิมัลชันแบบเนื้อเจล - จะมีปริมาณน้ำมัน 5-20%
- อิมัลชันแบบเนื้อครีม - จะมีปริมาณน้ำมัน 10-30%
- น้ำมันเพียวๆ - แน่นอนครับมีน้ำมันได้ถึง 90-100%

แต่เอาจริงๆแล้วนะครับ ปริมาณน้ำมันโดยรวมตรงนี้สำคัญก็จริง แต่ไม่ได้สำคัญที่สุด เพราะอะไรนั่นเหรอครับ?

สมมติคุณอยากให้น้ำมันกับผิวเยอะหน่อย แต่ตอนนี้คุณไม่มีครีมติดบ้าน คุณก็ทาอิมัลชันเนื้อเจลลงไปทับกัน2ชั้น หรือ เดิมเคยกดมา2ปั๊มพ์ ก็กดออกมาซัก 4 ปั๊มพ์ คุณก็จะได้ปริมาณน้ำมันโดยรวมเท่ากับทาครีมครั้งเดียวแล้วครับ

สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าปริมาณน้ำมันในสูตร ก็คือ

"อัตราส่วนของน้ำมันแต่ละชนิด" ในนั้นมากกว่าครับ

ซึ่งชนิดของน้ำมันในสกินแคร์ แบ่งได้หลายวิธี แต่ผมชอบแบ่งตาม 2 วิธีดังต่อไปนี้ครับ

วิธีที่1 แบ่งตามความหนืด (Viscosity)

1. ความหนืดต่ำ (ตั้งชื่อเล่นว่า V1ละกันครับ) - น้ำมันประเภทนี้เวลาทาลงไปบนผิว จะกระจายเป็นวงกว้างครอบคลุมผิวได้ดี หรืออาจจะเรียกว่า "เบา" "ซึมดี" หรือ "เกลี่ยง่าย" ก็ได้ครับ
2. ความหนืดปานกลาง (V2) - เวลาทาน้ำมันประเภทนี้แล้วเกลี่ยด้วยมือ เราจะรู้สึกได้ถึงชั้นของน้ำมันระหว่างมือกับผิว เป็น layer บางๆ มักจะสื่อถึงความรู้สึกจำพวก "ริช" หรือ "เข้มข้น"
3. ความหนืดสูง (V3) - น้ำมันพวกนี้จะเป็นของกึ่งแข็งกึ่งเหลว ซึ่งแน่นอนครับ จะให้ความรู้สึก "เหนอะ หนัก" แต่ถ้ามองในมุมกลับกันแล้ว จะสื่อถึงคำว่า "ปกป้องผิว" "long lasting"

อีกการแบ่งน้ำมันอีกวิธีนึงหรือวิธีที่ 2 คือแบ่งตามความสามารถในการซึมผ่านชั้นผิวครับ

1. ซึมผ่านไม่ดี (P1)- น้ำมันประเภทนี้มักถูกเลือกใช้ในการนวดผิว เนื่องจากพอน้ำมันไม่ซึมเข้าผิว playtime หรือระยะเวลาที่เราจะใช้มือลูบเกลี่ยน้ำมันบนผิวได้จะนานขึ้น เหมาะกับการนวด รวมถึง เมคอัพคลีนซิ่งครีม นั่นเองครับ
2. ซึมผ่านได้ดี (P2) - น้ำมันประเภทนี้เป็นน้ำมันก็จริง แต่สามารถผสมเป็นเนื้อเดียวกับน้ำได้นิดหน่อย ทำให้แทรกซึมเข้าสู่ผิวชั้นลึกขึ้นได้ดีกว่า แต่กลับกันคือ playtime บนผิวจะสั้นลง

ดังนั้นมาถึงตรงนี้ ถ้าเรารวมการแบ่งน้ำมันตามวิธีทั้งสองวิธีที่กล่าวมาข้างต้น เราจะแบ่งน้ำมันออกได้ย่อยถึง 6 แบบ นั่นก็คือ
1. หนืดต่ำ + ซึมไม่ดี V1P1
2. หนืดต่ำ + ซึมดี V1P2
3. หนืดปานกลาง + ซึมไม่ดี V2P1
4. หนืดปานกลาง + ซึมดี V2P2
5. หนืดสูง + ซึมไม่ดี V3P1
6. หนืดสูง + ซึมดี V3P2

และถ้าเราจัดเรียงว่าทั้ง 6 แบบนั้นเวลาทาลงไปบนผิว ใครจะอยู่ค้างที่ผิวบน ใครจะซึมลงไปสู่ผิวล่าง เราจะเรียงลำดับได้ดังนี้ครับ
1. V3P1 หนืดสูง+ซึมไม่ดี (ซึมไม่ได้ที่สุด ทาไปตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น)
2. V3P2 หนืดสูง+ซึมดี
3. V2P1 หนืดปานกลาง + ซึมไม่ดี
4. V1P1 หนืดต่ำ + ซึมไม่ดี
5. V2P2 หนืดปานกลาง +ซึมดี
6. V1P2 หนืดต่ำ + ซึมดี (ซึมทะลุทะลวง ทาปุ๊บมลายหายซึมเข้าไปในผิวเลย)

*** ผมขอนอกเรื่อง เล่าให้ฟังว่า "ความรู้สึกซึมดี" กับ "ซึมดีจริงๆ" นั้นไม่เหมือนกันครับ น้ำมันบางชนิดมีจุดเดือดต่ำ แค่ทาลงบนผิวแล้วถูๆ ความร้อนจากผิวก็ทำให้น้ำมันเหล่านั้นเดือดและระเหยไปสู่อากาศ แทบจะไม่ได้ซึมเข้าผิวแต่อย่างใดครับ แต่ "ความรู้สึกว่ามันซึม" จะดีมากครับ เพราะทาแล้วมันระเหยไปหมดไม่หลงเหลืออะไรบนผิวนั่นเองครับ***

แล้วทีนี้ผิวแต่ละแบบ อยากได้น้ำมันแบบไหนบ้าง?
จากบทความตอนที่แล้ว ถ้าเราแบ่งสภาพผิวตามความลึกเป็นนอกและใน แบ่งตามบริเวณเป็น T และ U ตามอุดมคติแล้วเราสามารถเลือกน้ำมันในสกินแคร์ได้ตามนี้ครับ

ยกตัวอย่าง สภาพผิวผมเองละกันนะครับ

บริเวณ T ภายในแห้ง ภายนอกมัน
บริเวณ U แห้งทั้งภายในและภายนอก

ตรง T ผมก็จะให้น้ำมันที่ซึมดีหน่อย อาจจะเป็น V2P2 หรือ V1P2 ส่วนพวก V3P1 กับ V3P2 ก็จะแทบไม่ใช้เลยครับ เพื่อหวังให้น้ำมันซึมลงไปช่วยผิวภายในที่แห้ง และไม่ไปเพิ่มความมันให้ผิวภายนอก

ส่วนตรง U ผมก็จะให้น้ำมันทุกๆแบบในอัตราส่วนเท่าๆกัน เพื่อหวังให้ผิวในทุกๆชั้นได้น้ำมันในสัดส่วนที่เท่าๆกัน

แบบนี้เป็นต้นครับ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ครับ เดี๋ยวเครียดเกินไป

ผมขอแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆก็พอครับ นั่นก็คือ Surface Oil กับ Inner Oil

Surface Oil ได้แก่
1. V3P1 หนืดสูง+ซึมไม่ดี (ซึมไม่ได้ที่สุด ทาไปตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น)
2. V3P2 หนืดสูง+ซึมดี
3. V2P1 หนืดปานกลาง + ซึมไม่ดี
4. V1P1 หนืดต่ำ + ซึมไม่ดี

และ Inner Oil ได้แก่
5. V2P2 หนืดปานกลาง +ซึมดี
6. V1P2 หนืดต่ำ + ซึมดี (ซึมทะลุทะลวง ทาปุ๊บมลายหายซึมเข้าไปในผิวเลย)

ตัวอย่างน้ำมันกลุ่ม Surface Oil ยกตัวอย่างเช่น Mineral Oil, Dimethicone, Petrolatum jelly, Polyisobutene, Pulybutene, C13-14 isoparaffin, Phytosteryl esters, Lanolin, Pentaerythritol esters และอื่นๆอีกมากมายครับ

ส่วนตัวอย่างน้ำมันกลุ่ม Inner Oil มีเยอะมากครับ ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันพืชทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดแมคคาเดเมีย น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันอโวกาโด ยิ่งเป็นน้ำมันพืชที่มีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงๆยิ่งซึมดีครับ ที่ใช้กันเยอะๆ ก็เช่น น้ำมันเมล็ดแมคคาเดเมีย และน้ำมันมะกอก เป็นต้นครับ นอกจากนี้ยังมีน้ำมันสังเคราะห์จำพวก triglycerides ต่างๆ เช่น Triethylhexanoin, Caprylic/capric triglyceride เป็นต้นครับ

แต่ทุกๆคนไม่ต้องเครียดจนเกินไปครับ

ถ้าคุณรู้ว่าผิวคุณเป็นแบบไหน ที่เหลือก็ปล่อยให้ AMT เป็นเพียงผู้ปรุงสูตรสกินแคร์ขึ้นมาและเราจะบอกคุณเองว่าสกินแคร์ของเรามี inner oil : surface oil ในอัตราส่วนเท่าไหร่ เช่นสูตรนี้นะมี surface oil : inner oil = 1:5 นะ อีกสูตรนึงเป็น 3:2 นะอะไรประมาณนึ้ครับ แล้วทีนี้คุณก็จะเลือกใช้ได้อย่างง่ายดายครับ

ถ้าเปรียบเทียบกับต้นไม้ สมมติเหมือนกับว่าคุณรู้ว่าต้นไม้ของคุณขาดไนโตรเจน คุณก็ไปหาปุ๋ยที่มีค่า N-P-K = 30-0-0 มาใส่ ไม่ใช่ไปเอาปุ๋ย 0-15-15 มาใส่เพราะมันไม่ตรงกับที่ต้นไม้ต้องการนั่นเองครับ

สุดท้ายนี้ผมขอสรุปสั้นๆว่า
1. เราต้องรู้จักผิวตัวเองก่อน
2. น้ำมันเป็นสิ่งที่ผิวทุกชนิดต้องการ
3. อัตราส่วน inner oil : surface oil ในสกินแคร์ สำคัญมาก เราควรจะเลือกให้เข้ากับผิวของเรา

ขอบคุณทุกๆท่านที่ติดตามอ่านจนจบครับ ใครอ่านตั้งแต่ตอนที่ 1 ถึงตอนที่ 7 ครบบ้างครับขอเสียงในคอมเมนท์หน่อยครับ

.

#AMTSkincare #Skincare #Beautytips